• November 29, 2021

Bitcoin

Bitcoin

รู้หรือไม่ว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่อยู่เบื้องหลังสกุลเงินดิจิทัลหรือ “คริปโตเคอร์เรนซี่” ยอดนิยมอย่าง Bitcoin นั้นต้องการพลังงานมากพอ ๆ กับประเทศไทยทั้งประเทศ รอยเท้าคาร์บอนจากการลงทุนคริปโตในปัจจุบันมีขนาดใหญ่กว่าอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำไปแล้ว โดยเพิ่มขึ้นจาก 22 เมกะตันจากเมื่อสองปีก่อนเป็น 90 เมกะตันต่อปีในปี 2564
.
หายนะจากการลงทุนคริปโตต่อสิ่งแวดล้อมโลกถูกพุดถึงกันมานานแล้ว
และวงการนี้เริ่มหันไปใช้พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น เอลซัลวาดอร์ที่ใช้ บิตคอยน์ เป็นสกุลงินทางการก็ยังประกาศว่า จะสร้างเมืองบิตคอยน์ ที่ขุดมันจากพลังงานภูเขาไฟที่มีเหลือเฟือ แม้แแต่จีนก็กวาดล้างคริปโตส่วนหนึ่งเพราะมันกินพลังงานไฟฟ้าพลังถ่านหินอย่างมหาศาล
.
รู้หรือไม่ว่าทุก ๆ 1 ดอลลาร์ของมูลค่าที่ บิตคอยน์ที่สร้างขึ้นจำเป็นต้องใช้เงินประมาณ 0.49 ดอลลาร์
เพื่อแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุขที่เชื่อมโยงกับการใช้พลังงานในการลงทุน
กับ บิตคอยน์ และตอนนี้มีผู้คนราว ๆ 100 ล้านคนที่เกี่ยวข้องกับคริปโตฯ ส่วนใหญ่เป็นการเก็งกำไรไม่ใช่ใช้จริง ลองจินตนาการดูว่า โลกของเรากำลังถูกสูบพลังงานเพื่อสร้างความมั่งคั่งลอย ๆ บนความเสียหายของสิ่งแวดล้อมมากแค่ไหน
.
นอกจากนี้ จำนวนผู้ใช้ บิตคอยน์ เป็นประจำนั้นใกล้เคียงกับจำนวนประชากรในกรุงจาการ์ตา ซึ่งน้อยกว่า 1% ของผู้คนบนโลก เมื่อเปรียบเทียบกับระบบการเงินอื่น ๆ นั่นหมายความว่า ระบบการเงินอื่น ๆ ของโลกสูบพลังงานน้อยกว่านี้ แต่ยังจับต้องได้ ส่วนคริปโตเป็นการเก็งกำไรมากกว่า แต่ทำลายโลกแบบไม่ยั้ง
.
ยังมีสิ่งที่น้อยคนจะนึกถึงมากขึ้นไปอีกคือการขุดคริปโตยอดนิยมอย่าง บิตคอยน์ ส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อชีวิตคนจน ๆ ด้วย ในขณะที่มันอาจทำให้หลายคนร่ำรวยจากราคาที่พุ่งขึ้นต่อเนื่อง (ตอนนี้อยู่ที่ราว 1,8 ล้านบาทต่อ บิตคอยน์) แต่มันทำให้คนด้อยโอกาสในสังคมต้องถูกผลักไปเจอกับปัญหาสิ่งแวดล้อม/โลกร้อน เพราะนักลงทุนฉวยโอกาส
.
งานวิจัยของปีเตอร์ ฮาวสัน แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทัมเบรียและอเล็ก เดอ ฟรีส แห่ง Digiconomist องค์กรที่ตีแผ่ผลกระทบของเศรษฐกิจดิจิทัลชี้ว่า นักลงทุน บิตคอยน์ เก็บเกี่ยวใช้ประโยชน์จากความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ กฎระเบียบที่อ่อนแอ และการเข้าถึงพลังงานราคาถูกและทรัพยากรอื่น ๆ ในบางประเทศ
.
ฮาวสันเปรียบเทียบการสวาปามพลังงานของคริปโตว่า เหมือนกับการใช้พลังงานไอน้ำในขณะที่โลกของเรามีรถยนต์ไฟฟ้าสุดล้ำของเทสลาแล้ว ซึ่งพลังงานไอน้ำนั้นต้องใช้ทั้งฟืนและถ่านหินมหาศาลเพื่อสร้างพลังงาน เช่นดียวกับคริปโตที่พึ่งพลังงานไฟฟ้าราคาถูกในประเทศที่ยังใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้า ประเทศพวกนี้อยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีคนจนมากมาย
.
หมายความว่า คนจนกำลังถูกแย่งไฟฟ้าใช้จนอาจทำให้มันแพงขึ้น
และยังต้องแบกรับหายนะด้านสิ่งแวดล้อมจากนักขุดคริปโตด้วย ไม่ใช่แค่ประเทศยากจน และธุรกรรมเหล่านั้นยังใช้พลังงานที่จำเป็นต่อชุมชนในประเทศร่ำรวยแต่ด้อยโอกาสอีกด้วย ฮาวสันได้ยกตัวอย่างของชาวนาวาโฮชาวพื้นเมืองในนิวเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา ซึ่งการขุด บิตคอยน์ นั้นแย่งพลังงานที่มากพอจะใช้กับบ้านเรือนประมาณ 19,600 หลังในชุมชนนั้น
.
ฮาวสันยังบอกว่า พวกนักขุด บิตคอยน์ ยังกรูกันเข้าไปยังสถานที่ที่มีข้อพิพาท
ซึ่งมีการต่อสู้แย่งชิงทรัพยากรเพื่อฉวยโอกาสที่เกิดความขัดแย้งนั้นแทรกตัวเข้าไป
ดูดพลังงานเพื่อทำการขุดคริโต ฮาวสันเรียกการกระทำแบบนี้ว่า “การล่าอาณานิคมของคริปโต” (crypto colonialism) เพราะมันไม่ต่างอะไรกับการล่าอาณานิคมเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ที่นักล่าทรัพยากรไปสร้างความขัดแย้งในประเทศหนึ่ง ๆ เพื่อยึดครองพื้นที่นั้นตักตวงทรัพยากร
.
ฮาวสันเปรียบเทียบการเข้าไปฉวยโอกาสของนักขุด บิตคอยน์ ในประเทศที่มีความขัดแย้งมาก ๆ ว่าเหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Conflict diamonds (ความขัดแย้งจากการช่วงชิงเพชร) หรือ Blood diamond (เพชรเลือด) คือเพชรที่ขุดในเขตสงครามและขายเพื่อเป็นเงินทุนให้กับการก่อความไม่สงบ ในสถานการณ์แบบนี้เราอาจเรียกมันว่า Blood Bitcoin ได้เหมือนกัน
.
รายงานระบุว่า จำเป็นต้องมีกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อควบคุมคริปโตอย่างเร่งด่วน ทั้งเพื่อลดภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ร้ายแรง และเพื่อช่วยให้คนยากจนที่สุดในโลกไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน แต่พวกเขาเตือนว่าระเบียบควบคุมคริปโตจะต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียประโยชน์ ซึ่งน่าจะเป็นฝ่ายนักลงทุนเอง เว้นแต่พวกเขาจะทำให้คริปโตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

สำหรับใครที่ไม่อยากพลาดรีวิวข่าวBitcoin น่าอ่านแบบนี้ สามารถติดตามได้ที่ >> ausbildung-schaum-wasser ขอบคุณที่รับชม .

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *