• November 9, 2021

K-N-O-W

K-N-O-W เรื่องนี้เคยอยากจะเขียนหลายครั้งเหมือนกัน เรื่องของตรรกะการเหยียดเชื้อชาติ ที่สมควรเป็นตรรกะที่หมดไปจากโลกนี้ได้แล้ว! อยากให้มองเห็นถึงสัจธรรมของโลกอยู่เรื่องหนึ่งนั่นคือ “ความแตกต่าง” โลกนี้ไม่ได้มีแค่ชาติพันธุ์เดียว ไม่ใช่มีแต่กลุ่มของเราหรือวัฒนธรรมของเราเพียงอย่างเดียวโลกนี้มีชาติพันธุ์เยอะแยะมากมาย และที่สำคัญไม่มีกลุ่มชาติพันธุ์ใดที่เก่งกว่า เหนือกว่า แต่เราอยากให้มองว่าทุกชาติพันธุ์คือ “เพื่อนร่วมโลก” มีความเป็นคนเท่าเทียมกันทุกคน มีเอกลักษณ์ ศิลปะ วัฒนธรรมที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัวของแต่ละชาติพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น เหนือ อีสาน กลาง ใต้ ตะวันออก ตะวันตกกรณีนี้ไม่ต่างกันกับการดูถูกเหยียดหยามประเทศเพื่อนบ้าน คือบางครั้งไม่เข้าใจว่าทำไมคนบางกลุ่ม เน้นย้ำว่าคนบางกลุ่มชอบคิดว่าพื้นที่ที่ตนเป็นอยู่ หรือสถานะที่ตัวเองเป็นอยู่นั้น อยู่เหนือกว่าคนอื่นโดยเฉพาะคนต่างจังหวัด หรือคนต่างถิ่นจนบางครั้งก็แอบเคืองเอามาก ๆ และแอบคิดอยู่ในใจเหมือนกันนะว่า ถ้าสังคมคนเมืองบางคนจะรังเกียจคนต่างจังหวัดขนาดนั้น ลองให้คนต่างจังหวัดกลับออกมาจากเมืองให้หมด ดูสิว่าสังคมเมืองจะเป็นยังไงต่อไป อย่าลืมว่าโรงงาน บริษัท บลา ๆ อยู่ได้เพราะแรงงานหรือทรัพยากรมนุษย์เป็นส่วนใหญ่ไม่ใช่หรือ ? หรือถ้าเป็นแบบนั้นจริงก็ลองใช้ทรัพยากรที่ไม่ใช่มนุษย์อย่างหุ่นยนต์ดูก็ได้โพสต์นี้ไม่ได้มีเจตนาอยากให้คนต่างจังหวัดกับคนในเมืองมีความขัดแย้ง หรือแตกแยกแต่อย่างใด เพียงแต่อยากสื่อสารไปถึงคนบางคนหรือคนบางกลุ่มที่ยังมีตรรกะความคิดแบบนี้อยู่ ขอเถอะ ยุคนี้แล้ว 2021 จะ 2022 แล้ว ลองปรับ Mindset ของคุณดู อย่าใช้ตรรกะที่ว่าตัวเองคือศูนย์กลางของจักรวาลแล้วมองคนอื่นเป็นสิ่งประกอบในความคิดของคุณเลยและแอดเชื่อเสมอว่าคนเมืองกับคนต่างจังหวัดเป็นเพื่อนเป็นมิตรที่ดี มองข้ามเรื่องความแตกต่างพวกนี้ได้ เพราะแอดเองก็เป็นคนต่างจังหวัดที่มาใช้ชีวิตอยู่อีกพื้นที่หนึ่งเหมือนกัน และแอดเองก็ได้เห็นแล้วว่าคนที่นี้ก็มีความจริงใจ…

Read More

Know

Know รู้หรือไม่ พูดถึง “มะละกอ” พืชที่บ้านของใครหลายคนปลูกไว้แต่อาจจะไม่ได้สนใจอะไรมากนักสำหรับคนไทย พูดถึง “มะละกอ” พืชที่บ้านของใครหลายคนปลูกไว้แต่อาจจะไม่ได้สนใจอะไรมากนักสำหรับคนไทย เพราะปลูกที่ไหนก็เรียกได้ว่าขึ้นง่ายซะเหลือเกิน เว้นแต่ว่าพื้นที่นั้นจะไม่ค่อยเอื้อต่อการปลูกมากนักเลยทำให้ได้ต้นเล็กต้อนน้อยตามประสิทธิภาพของดินแต่กลับกันถ้าเป็นชาวไทยแลนด์ที่ใช้ชีวิตในต่างประเทศแล้วนั้น มันช่างเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าอะไรซะนี่ เพราะด้วยความที่มันเป็นพืชที่ค่อนข้างปลูกยากในต่างประเทศ ด้วยสภาพภูมิอากาศที่ไม่ค่อยเอื้อต่อการปลูกพืชชนิดนี้เท่าไรนัก แถมที่มีขายตามท้องตลาดยังมีราคาแพงมากอีกด้วย!!คงเป็นเรื่องปกติ เพราะในต่างประเทศมะละกอเป็นพืชที่หาได้ยาก คงต้องใช้วิธีการนำเข้ามาจากแหล่งต้นทางเป็นหลัก พอนึกถึงเรื่องนี้แอดก็เลยนึกถึงคลิปหนึ่งที่เคยกลายเป็นไรวัลเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากคลิปจะเห็นหญิงรายหนึ่งเข้ามาโอบกอดต้นมะละกออย่างแน่นเพื่อไม่ให้ล้มจากแรงลมของพายุไต้ฝุ่นที่กำลังจะเข้าถล่มในญี่ปุ่นเรียกได้ว่ากลายเป็นคลิปน่ารักที่เจ้าของมีความหวงแหนเจ้าต้นมะละกอเอามาก ๆ ไม่ต่างจากสัตว์เลี้ยงแสนรักเลยก็ว่าได้ ก็ต้องหวงอยู่แล้ว เพราะมันเป็นเรื่องยากมากที่จะปลูกในต่างประเทศแล้วได้ต้นขนาดนี้555สำหรับลูกเพจคนไหนที่กำลังใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ สามารถเข้ามาแลกเปลี่ยนหรือแชร์เรื่องราวเกี่ยวกับมะละกอได้เลยนะครับ อยากรู้ว่าในพื้นที่ที่คุณอยู่สามารถปลูกต้นมะละกอได้หรือไม่อย่างไร? แล้วราคาของมะละกอในพื้นที่นั้นเป็นอย่างไรบ้างเมื่อเปรียบเทียบกับบ้านเราเอาเป็นว่าถ้ามันปลูกได้..คุณจงรักษามันไว้ยิ่งชีพเลยนะ จะได้มีส้มตำไว้กินตลอดทั้งปี ฮา ฮา Know รู้หรือไม่ หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมการขับรถถึงช่วยทำให้ผ่อนคลาย หรือมีสมาธิ? เรื่องนี้สามารถอธิบายโดยภาพรวมได้เลยว่าเป็นเพราะฮอร์โมนล้วน ๆ แล้วทำไมถึงเป็นอย่างนั้นไปได้?เพราะในช่วงที่เราได้ทำกิจกรรมอย่างการขับขี่รถไปบนท้องถนน มันช่วยให้ร่างกายของเราลดการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลหรือฮอร์โมนแห่งความเครียด แต่เพิ่มอะดรีนาลีนแทน ฮอร์โมนตัวนี้จะหลั่งออกมาเมื่อร่างกายของเรามีความพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง พูดง่าย ๆ ก็คือเวลาที่เราตื่นเต้นร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนชนิดนี้ออกมาซึ่งการขับรถเปรียบเสมือนการได้ออกกำลังกายเบา ๆ เป็นกิจกรรมที่ต้องใช้การควบคุมอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นร่างกายของเราจึงเหมือนว่ามีความตื่นตัว อีกทั้งการขับรถจักรยานยนตร์ยังช่วยเพิ่มสมาธิมากกว่าการขับรถประเภทอื่นอีกด้วย อาจจะด้วยความที่ต้องคอยควบคุมไม่ให้รถล้ม ไม่เหมือนรถประเภทอื่นที่มีความสบายใจในการขับขี่มากกว่าเพราะแบบนี้ โดยเฉพาะคนที่มี รถจักรยานยนต์ (เป็นเพื่อนคู่ใจ best friend) คงมีความรู้สึก หงุดหงิด หรือเครียด…

Read More

รู้หรือไม่

Know รู้หรือไม่ คุณเคยมีประสบการณ์ของ “คำพูด” ที่ผ่านตัวอักษรและการได้ฟังจากปากของอีกฝ่ายโดยตรง แล้วทำให้มีความรู้สึกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงหรือไม่? แล้วทำไมถึงเป็นแบบนั้นไปได้ล่ะเราจะมาวิเคราะห์ให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้นครับ!ในบางครั้งที่เรารู้สึกได้ว่าการได้ยินเสียงคำพูดของอีกฝ่ายมันทำให้รู้สึกว่าคำพูดมีน้ำหนักและถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของอีกฝ่ายได้ดีกว่าการพูดคุยผ่านตัวอักษรเพียงอย่างเดียวยกตัวอย่างประโยคให้เห็นภาพชัด ๆ เช่น เราถามคำถามกับอีกฝ่าย แล้วอีกฝ่ายตอบกลับมาว่า “โอเคคร้าบบบบบ” โดยมีลักษณะคำพูดที่ลากเสียงยาวแน่นอนเมื่อคุณเห็นประโยคนี้แล้วในสถานการณ์สองแบบคุณจะรู้ได้ถึงความแตกต่าง และรับรู้อารมณ์ ณ ขณะนั้นของอีกฝ่ายได้ชัดเจนกว่าเมื่อได้ฟังน้ำเสียงเปรียบเทียบง่าย ๆ หากคุณสื่อสารกันผ่านเพียงแค่ตัวอักษร และอีกฝ่ายตอบกลับมาว่า “โอเคคร้าบบบบบ” คุณอาจจะเดาอารมณ์หรือน้ำเสียงของอีกฝ่ายไม่ได้ ตลอดจนถึงขั้นที่คุณอาจคิดไปไกลแล้วว่า อีกฝ่ายกำลังตอบกลับแบบประชดประชัน หรือตอบกลับแบบส่งเดชยังไงยังงั้นกลับกันหากว่าคุณเปลี่ยนวิธีการสื่อสารโดยผ่านคำพูดที่เป็นเสียง โทรคุยกัน หรือพูดคุยกันต่อหน้า มันจะเปลี่ยนไปคนละเรื่องเลยล่ะ เพราะประโยคที่ว่า “โอเคคร้าบบบบบ” คุณจะรับรู้อารมณ์ของผู้พูด ณ ขณะนั้นได้ทันทีว่าผู้พูดพูดออกมาในอารมณ์ หรือกิริยาท่าทางแบบไหนนั่นเองพอเป็นแบบนี้หากคุยแบบได้ยินเสียง จะรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่สนุกสานเชิงออดอ้อน ด้วยอารมณ์ของความสนิทสนมกันอยู่หรือถ้าเป็นกรณีของคู่รัก การที่อีกฝ่ายตอบกลับมาว่า “โอเคคร้าบบบบบ” ผ่านน้ำเสียงแบบออดอ้อน เธอคนนั้นก็คงจะเขินหรือรับรู้ถึงสารและอารมณ์ ณ ตอนนั้นที่ส่งมาจากชายสุดที่รักของเธอนั่นเองเช่นเดียวกันกับสถานการณ์ที่คุณกำลังทะเลาะกัน การพูดคุยกันผ่านน้ำเสียงหรือคุยเคลียกันต่อหน้าจึงน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะเราสามารถรับรู้อารมณ์ในการพูดของอีกฝ่ายได้ดีกว่าการพูดคุยกันผ่านตัวอักษรเพียงอย่างเดียว และคำพูดจะดูมีน้ำหนักมากกว่าแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องพูดคุยในยามที่พร้อม และไม่คุยกันในตอนที่ต่างฝ่ายต่างมีอารมณ์ เพราะมันจะกลับกลายเป็นว่าน้ำเสียงที่พูดจะมาจากอารมณ์ขุ่นเคือง ณ ขณะนั้น อาจทำให้สถานการณ์ดูแย่ลงด้วยเหตุนี้คู่รักบางคู่เวลาที่ทะเลาะกัน ต่างฝ่ายต่างขอเวลาอยู่กับตัวเองหรือรอให้อารมณ์ดีขึ้นก่อนแล้วค่อยกลับมาคุยกันอีกที Know รู้หรือไม่ เรื่องนี้เป็นคอนเทนต์เกี่ยวกับเรื่องเพศของรายการหนึ่งที่แอดเคยฟัง ซึ่งเป็นเรื่องราวประสบการณ์เรื่องเซ็กส์ที่รู้สึกว่าพีคและสุดจัดจริง ๆเรื่องของเรื่องเท่าที่แอดจำความได้มีอยู่ประมาณว่า…

Read More

Know-รู้หรือไม่

Know-รู้หรือไม่ แอดเชื่อว่าผู้ชายหลายคนคงเคยตั้งคำถามว่า “หัวนมผู้ชาย” มันมีประโยชน์หรือใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง? เพราะนักมานุษยวิทยาที่ศึกษาด้านวิวัฒนาการได้ทำการเลือกให้หัวนมของผู้ชายเป็นหนึ่งในอวัยวะที่ไม่จำเป็นสำหรับมนุษย์อีกต่อไป! เราคงรู้กันดีกว่าอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายของคนเรานั้นเป็นสิ่งที่อยู่คู่มากับเราตั้งแต่เริ่มวิวัฒนาการ ซึ่งอวัยวะที่ไม่จำเป็นที่เรามักคุ้นเคยกันดีก็คือ “ไส้ติ่ง” เพราะเป็นอวัยวะไร้ประโยชน์ที่หลงเหลือมาจากกระบวนการวิวัฒนาการของมนุษย์ แต่คุณรู้หรือไม่ว่านอกจากไส้ติ่งที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีอีก 6 อวัยวะของร่างกายมนุษย์ที่ถูกคัดเลือกให้เป็นอวัยวะที่ไม่จำเป็นสำหรับมนุษย์อีกต่อไป ดังนี้ – หางตัวอ่อนมนุษย์ – ฟันคุด – กล้ามเนื้อออริคิวลาร์ (Auricular muscles) – กล้ามเนื้อปาล์มาริส ลองกัส (Palmaris longus) – กล้ามเนื้อเรียบ (Arrector pili) – หัวนมผู้ชาย และหนึ่งในอวัยวะกับประเด็นที่เรากำลังพูดถึงในวันนี้นั่นก็คือ “หัวนมผู้ชาย” แน่นอนว่าผู้ชายหลายคนคงเกิดคำถามว่ามันมีประโยชน์อะไร? สำหรับแอดเองบอกได้แค่ว่ามันคงเป็นจุดที่อ่อนไหวจุดหนึ่งของผู้ชายที่มักจะมีความไวต่อความรู้สึกเมื่อถูกกระตุ้นหรือสัมผัส แต่เมื่อเทียบกับหัวนมของผู้หญิงในเรื่องของประโยชน์แล้วนั้นมันแทบไม่มีประโยชน์จริง ๆ นั่นแหละเพราะอย่างน้อยหัวนมของเพศหญิงก็สามารถใช้เป็นท่อนำน้ำนมให้ลูกดื่มได้นอกเหนือจากสิ่งอื่นอย่างที่เราทราบกันดี (รู้นะว่าคิดอะไรอยู่555) สุดท้ายนี้เพื่อน ๆ ผู้ชายคนไหนที่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ สามารถเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ครับ Know-รู้หรือไม่ วันนี้เราจะมาวิเคราะห์แนวโน้มปรากฏการณ์ที่อาจจะทำให้คลิปเพลง Baby Shark กลายเป็นคลิปแรกบน YouTube ที่สร้างสถิติยอดผู้เข้าชมมากกว่า 10,000,000,000…

Read More